วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

ดนตรี



ดนตรีไทย
                ดนตรีไทย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย ได้รับอิทธิพลมาจาก ประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และอื่น ๆ เครื่องดนตรีมี 4 ประเภท ดีด สี ตี เป่า
                “เครื่องดนตรี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องบรรเลงซึ่งมีเสียงดัง ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิดอารมณ์รัก โศก และรื่นเริงได้ตามทำนองเพลง เครื่องดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งบรรพบุรุษของเราได้สร้างสมไว้ และเป็นเครื่องหมาย อย่างหนึ่งที่แสดงลักษณะเฉพาะของชาติไทย เช่นเดียวกับภาษา และ ศิลปวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ สมควรที่เราจะภาคภูมิใจและช่วยกันทะนุบำรุง ส่งเสริมและรักษาไว้ให้ดำรงคงอยู่สืบไป ในเบื้องต้นนี้ เราควรจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดนตรีไทย อันอาจจะก่อให้เกิดความรักและ ความสนใจดนตรีไทยขึ้นมาได้ ต่อไปนี้จะขอแนะนำให้รู้จักส่วนหนึ่งของ "ดนตรีไทย" คือ "เครื่องดนตรีไทย"
                                                                มโหรีปี่ฆ้องร้องรับ                                          ซอขับขลุ่ยครวญหวนหา
                                                จับปี่มี่ก้องร้องลา                                               หลิบหลบครบครัน
                                                ติงทั่งทั่งติงฉิ่งฉับ                                              จะเข้รับด้วงล้วงทรวงสั่น
                                                จวนสิ้นเสียงกล่อมโลกพลัน                           ฝากมันแก่เจ้านี้ ดนตรีไทย
                                                                เสียงซออออ่อ                                     อ้อเอื่อยเพลง
                                                จับปี่เต๋งเต้ง                                                         เตงเต่งต้อง
                                                ตอดตุ๋ยตุ่ยตุ้ยเหนง                                             เหน้งเหน่งระนาดเอย
                                                ฆ้องหน่องหนองน่องหน้อง                           ผรึ่งผรึ้งผรึ้งตะโพน
 ประเภทของเครื่องดนตรี ออกได้เป็นกลุ่มกว้าง ๆ ได้ดังนี้
1. เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องดีด
                เครื่องดีด คือ เครื่องดนตรีไทยที่บรรเลงหรือเล่นด้วยการใช้นิ้วมือ หรือไม้ดีด ดีดสาย ให้สั่นสะเทือนจึงเกิดเสียงขึ้น เครื่องดนตรีไทยประเภทนี้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมเล่น กันแพร่หลาย ในปัจจุบันมีอยู่ไม่กี่ชนิด คือ กระจับ พิณและจะเข้
2. เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องสี
                เป็นเครื่องสายที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการใช้คันชักสีเข้ากับสายในดนตรีไทยเรียกว่า ซอ ซึ่งมีอยู่ ๓ ชนิด ด้วยกัน คือ ซอด้วง ซอสามสาย ซออู้
3. เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตี
                เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิด เสียงดนตรีด้วยการใช้ของสองสิ่งกระทบกัน ด้วยการตี นับว่าเป็นเครื่องดนตรีประเภท เก่าแก่ที่สุดที่ที่มนุษย์รู้จักใช้ ได้มีวิวัฒนาการจากอุปกรณ์ง่ายๆ ให้มี ความหลากหลายออกไปทั้งรูปแบบและวัสดุที่ใช้ สำหรับเครื่องดนตรีไทย ที่เป็นประเภทเครื่องตีมีดังนี้ เครื่องตีทำด้วยไม้ เครื่องตีทำด้วยโลหะ เครื่องตีทำด้วยหนัง

4. เครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า
                เครื่องเป่า เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงจากลมเป่า อุปกรณ์ดังเดิมได้จากพืช ได้แก่หลอดไม้ต่าง ๆ และจากสัตว์ ได้แก่ เขาสัตว์ต่างๆ ต่อมาได้มีวิวัฒนาการด้วยการเจาะรูและทำลิ้น เพื่อให้เกิดระดับเสียงได้มาก เครื่องดนตรีเหล่านี้ ได้แก่ ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ปี่ ชนิดต่าง ๆ และแคน เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2554

ธงชาติและเพลงชาติ

            ประเทศหรือที่เรียกกันว่า ชาติ ”   หมายถึง  แผ่นดิน  อาณาเขต  และประชากรที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น  อันเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก  ความสามัคคี  ความเสียสละ  ความกล้าหาญ   และการมีผลประโยชน์ร่วมกัน  อันมีเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมประจำชาติเป็นของตัวเอง

ความหมายและความสำคัญของธงชาติไทย
                ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงวามเป็นชาติของประเทศหรือชาติต่าง ๆ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  ซึ่งแต่ละประเทศ  ธงชาติจะมีสีที่แตกต่างกันและคล้ายคลึงกันบ้าง
                ( พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  นิยามคำว่า  ธงชาติ  ไว้ว่า  ธงชาติ  น.  ธงที่ความหมายถึงประเทศและธงชาติใดชาติหนึ่ง

ธงไตรรงค์  ธำรงไทย
            ธงชาติไทยหรือธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณะของประเทศไทยหรือชาติไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย  ซึ่งมีความหมายแสดงความเป็นเอกราชอธิปไตยของชาติ  รวมทั้งสถาบันชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  ธงชาติจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ต้องได้รับความเคารพอย่างสูง  และยังมีความสำคัญทางจิตใจที่แสดงถึงความรักชาติ  ความรู้สึกที่มีร่วมกันของคนในชาติ  นอกจากนั้นยังเป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่ไม่อาจลบหลู่และสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชาติ  เพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของประเทศไทยให้ยั่งยือตลอดไปชั่วกาลนาน

ธงที่มีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทย
              ๑. ธงชาติไทย  มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  กว้าง  ๖  ส่วน   ยาง  ๙  ส่วน  ด้านกว้างแบ่งเป็น  ๕   แถบ  ตลอดความยาวของผืนธง   ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่   กว้าง   ๒    ส่วน  ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีขาว  กว้างข้างละ  ๑  ส่วน  ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีแดง  กว้างข้างละ   ๑   ส่วน  ธงชาตินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  ธงไตรรงค์
              ๒. ธงราชนาวี  มีลักษณะอย่างเดียวกับธงชาติ  แต่ตรงกลางของผืนธงมีดวงกลมสีแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว  ๕  ใน ๖  ของความกว้างของผืนธง  โดยให้ขอบของดวงกลมจดขอบแถบสีแดงของผืนธง  ภายวงกลมมีช้างเผือกทรงยืนแท่นหันหน้าเข้าหาเสาธงหรือคันธง

ความหมายของสีธงชาติไทย
            พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖   ทรงกำหนดความหมายของสีธงชาติไว้  ดังนี้
                        สีแดง              หมายถึง           ชาติ  คือประชาชน
                        สีขาว              หมายถึง           ศาสนา ( มิได้เน้นศาสนาใดโดยเฉพาะ )
                        สีน้ำเงิน           หมายถึง           พระมหากษัตริย์

เพลงชาติไทย

                ประวัติเนื้อเพลงชาติไทย พุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" มาเป็นประเทศไทย ทำให้เกิดการแก้ไขบทร้องเพลงชาติใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยประกาศให้ยื่นประกวดเนื้อเพลงที่แต่งให้เข้ากับทำนองเพลงชาติเดิมการประกวดครั้งนี้มีผู้ส่งบทเนื้อร้องเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ในที่สุดคณะกรรมการได้คัดเลือกบทเนื้อร้องของหลวงสารานุประพันธ์เสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย ที่ประชุมปรึกษาพิจารณาแล้วลงมติรับบทเพลงนั้น โดยแก้ไขไปบ้างตามความเหมาะสม วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒ รัฐบาลจึงได้ประกาศ "รัฐนิยมฉบับที่ ๖" ให้ใช้ทำนองเพลงชาติของพระเจนดุริยางค์ตามแบบที่มีอยู่ในกรมศิลปกรส่วนเนื้อร้องเพลงชาติให้ใช้บทเพลงของหลวงสารานุประพันธ์ ซึ่งประพันธ์ขึ้นในนามของกองทัพบก ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ในทุกวัน

เนื้อเพลง
                                ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย          เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
                อยู่ดำรงค งไว้ได้ทั้งมวล                                                    ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
                ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด                                       เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
                สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี                                         เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย


อาหารการกิน (ของหวาน)


ประวัติขนมไทยและความสำคัญ

              ขนมไทยนั้นเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยังเป็นสยามประเทศได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เช่น จีน อินเดีย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยส่งเสริมการขายสินค้าซึ่งกันและกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้าน อาหารการกินร่วมไปด้วย
                ต่อมาในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ไทยได้รับเอาวัฒนธรรมด้านอาหารของชาติต่าง ๆ มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น วัตถุดิบที่หาได้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย ๆ จนทำให้คนรุ่นหลัง ๆ แยกไม่ออกว่าอะไรคือขนมที่เป็นไทยแท้ ๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น เช่น ขนมที่ใช้ไข่ และขนมที่ต้องเข้าเตาอบ ซึ่งเข้ามา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากคุณท้าวทองกีบม้าภรรยาเชื้อชาติญี่ปุ่น สัญชาติโปรตุเกส ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นกงศุลประจำ      
                ประเทศไทยในสมัยนั้น ไทยมิใช่เพียงรับทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมาเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับขนมเหล่านี้โดยใช้เป็นขนมมงคลอีกด้วย ส่วนใหญ่ตำรับขนม ที่ใส่มักเป็น "ของเทศ" เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ทองหยอดจากโปรตุเกส
                ขนมไทยเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยอย่างหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้ เห็นถึงความละเอียดอ่อนประณีตในการทำ ตั้งแต่วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่กลมกลืน พิถีพิถัน ในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม รูปลักษณะชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทาน ขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตก ต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้น ๆ ขนมไทยที่นิยมทำกันทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่าง ๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนม จากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้น

เทคนิคในการทำขนมไทย
                การทำขนมหวานไทยให้ดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือ ต้องมีใจรัก ชอบทำมีความอดทนตั้งใจ มีความพิถีพิถันในการประดิษฐ์ให้ขนมมีรูปร่างที่น่ารับประทาน ขนมหวานไทยบางชนิดต้องฝึกทำหลาย ๆ ครั้ง จึงจะได้ลักษณะที่ดี ประสบการณ์ และความชำนาญในการทำบ่อย ๆ ผู้ประกอบขนมหวานไทย จะประสบความ สำเร็จในการทำ การทำขนมหวานไทยของคนรุ่นก่อนๆ จะใช้การกะส่วนผสมจากความเคยชินที่ทำบ่อย ๆ สัดส่วน ของขนมจะไม่แน่นอน และยังเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กันเฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันขนม หวานไทยได้วิวัฒนาการให้ทัดเทียมกับขนมนานาชาติ มีสูตรที่แน่นอน มีสัดส่วนของส่วนผสม และวิธีทำที่ บอกไว้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบขนมหวานไทยเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานในการชั่ง ตวง มีถ้วยตวง ช้อนตวง ใช้ภาชนะให้ถูกต้องกับชนิดของอาหาร เช่น การกวนจะใช้กระทะทองดีกว่าหม้อ หรือกระทะเหล็ก การทอดใช้กระทะเหล็กดีกว่ากระทะทอง ทำตามตำรับวิธีทำขั้นตอน อุณหภูมิที่ใช้ในการทำ ตลอดจนเลือกเครื่อง ปรุงที่ใหม่ ฉะนั้นการทำขนมหวานไทย ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้คือ
       1. อุปกรณ์ในการทำขนม
       2. เครื่องปรุงต่าง ๆ
       3. เวลา
       4. สูตร เครื่องปรุง และวิธีการทำขนม
       5. ชนิดของขนม
       6. วิธีการจัดขนม
   

ประเภทของขนมไทย


ขนมจากไข่ เช่น สังขยา ทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด

ขนมต้มในน้ำกะทิ เช่น ฟักทองแกงบวด ถั่วดำแกงบวด

ขนมต้ม เช่น ขนมต้นแดง ขนมต้มขาว ถั่วแปบ มันต้มน้ำตาล

ขนมอบ เช่น ขนมดอกลำดวน ขนมหน้านวล ขนมโสมนัส

ขนมทอด เช่น ขนมกง ขนมรังนก ข้าวเม่าทอด ขนมใข่นกกระทา

ขนมผิง เช่น ขนมบ้าบิ่น ขนมผิง ขนมหม้อแกง ขนมสาลี่กรอบ

ขนมปิ้ง เช่น  ข้าวเหนียวปิ้ง  ขนมจาก
ขนมกวน เช่น ถั่วกวน เผือกกวน กระยาสารท เปียกปูน ข้าวเหนียวแดง กะละแม



ขนมเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ฟักทองเชื่อม สาเกเชื่อม มันเชื่อม
ขนมน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกระทิ ข้าวเหนียวน้ำกระทิ เผือกน้ำกะทิ

ขนมแช่อิ่ม เช่น มะม่วงแช่อิ่ม มะขามแช่อิ่ม มะดันแช่อิ่ม


























อาหารการกิน (ของคาว)


ประวัติอาหารไทย
                อาหารไทยเป็นอาหารที่ประกอบด้วยรสเข้มข้นมีเครื่องปรุงหลายอย่างรสชาติอาหารแต่ละอย่างมีรสเฉพาะตัว การใช้เครื่องปรุงรสต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบอาหารไทยต้องศึกษาจาก
                ตำราอาหารไทย และผู้เชี่ยวชาญ การทำอาหารไทยให้อร่อยต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ ลอดจนกรรมวิธีในการประกอบอาหารไทยผู้ทำจะต้องพิถีพิถันประณีตมีขั้นตอนเพื่อให้อาหารน่ารับประทาน
                โดยส่วนใหญ่อาหารไทยจะมีวิธีการประกอบอย่างง่ายๆและใช้เวลาในการทำไม่มากนักโดยเฉพาะทุกครัวเรือน ของคนไทยจะมีส่วนประกอบอาหารติดอยู่ทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นพริก แห้ง กุ้งแห้ง น้ำปลา กะปิ ส้มมะขาม กระเทียม หัวหอม ตลอดจนปลาบ้าง รวมทั้งส่วนประกอบอาหาร จำพวกผัก และเนื้อสัตว์นานาชนิด เพราะมีวิธีนำมาประกอบที่มีด้วยกันหลายรูปแบบไม่ ว่าจะเป็น แกง ต้ม ผัด ยำ อีกทั้งได้รับอิทธิพลในการปรุงอาหารรวมทั้งรูปแบบในการรับประทานอาหารตั้งแต่อดีต อาทิ การนเครื่องเทศมาใช้ในการประกอบอาหารก็ได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เชียผ่านอินเดีย อาหารจำพวกผัดก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนเป็นต้น


ประเภทของอาหาร
                การตำ หมายถึง การนำอาหารอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายๆ อย่างมารวมกัน

                การยำ หมายถึง การนำผักต่างๆ เนื้อสัตว์และน้ำปรุงรสมาเคล้าเข้าด้วยกันจนรสซึมซาบเสมอกันยำของไทยมีรสหลักอยู่ 3 รส คือ เปรี้ยว เค็ม หวานสำหรับน้ำปรุงรสจะราดก่อนเวลารับประทานเล็กน้อยทั้งนี้เพื่อให้ยำมีรสชาติดี

                การแกง หมายถึง อาหารน้ำ ซึ่งใช้เครื่องปรุงโขลกละเอียด นำมาละลายกับน้ำ หรือน้ำกะทิให้เป็นน้ำแกง มีเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งผสมกับผักด้วยแกงส้ม แกงเผ็ด แกงคั่ว
                การหลน หมายถึง การทำอาหารให้สุกด้วยการใช้กะทิข้นๆ มี 3 รส เปรี้ยว เค็ม หวานลักษณะน้ำน้อย ข้น รับประทานกับผักสด เพราะเป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้ม   หลนเต้าเจี้ยว หลนปลาร้า หลนเต้าหู้ยี้
                การปิ้ง หมายถึง การทำอาหารให้สุกโดยวางของสิ่งนั้นไว้เหนือไฟไม่สู้แรงนัก การปิ้งต้องปิ้งให้ผิวสุกเกรียมหรือกรอบ การปิ้งข้าวตัง การปิ้งกล้วย การปิ้งขนมหม้อแกง
                การย่าง หมายถึง การทำอาหารให้สุก โดยวางอาหารไว้เหนือไฟอ่อนๆหมั่นกลับไปกลับมาจนข้างในสุกและข้างนอกอ่อนนุ่มหรือแห้งกรอบต้องใช้เวลานานพอสมควรจึงจะได้อาหาร ที่มีลักษณะรสชาติด  การย่างปลา ย่างเนื้อสัตว์ต่างๆ
                การต้ม หมายถึง การนำอาหารที่ต้องการต้มใส่หม้อพร้อมกับน้ำตั้งไฟให้เดือดจนกว่าจะสุกใช้เวลาตามชนิดของอาหารนั้นๆ การต้มไข่ ต้มผัก ต้มเนื้อสัตว์






       


วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

การละเล่นของเด็กไทย


ประวัติความเป็นมา

             การละเล่นของเด็กไทยนั้นมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ก่อนประวัติศาสตร์แล้ว กล่าวคือ เมื่อมนุษย์รู้จักเอาดินมาปั้นเป็นภาชนะ สิ่งของเครื่องใช้ในครั้งแรกแล้วจึงพัฒนามาเป็นลำดับ เด็ก ๆ เห็นใหญ่ทำก็เลียนแบบนำดินมาปั้นเล่นบาง
            ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ก็กล่าวคือถึงคนในสมัยนั้นว่าอยู่เย็นเป็นสุข อยากเล่นก็เล่น ดังที่กล่าวไว้ว่า
ใครจักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน แต่ไม่มีรายละเอียดกล่าวไว้ว่าคนสมัยนั้นมีการละเล่นอะไรบ้าง 

การเล่นว่าว


เดินกะลา 
ม้าก้านกล้วย

มอญซ่อนผ้า

อีตัก



วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยว

ตลาดน้ำอัมพวา http://www.thaiweekender.com
                ตลาดน้ำที่ไหน ๆ ก็ติดตลาดกันแต่ตอนเช้าทั้งนั้น แต่ที่ตลาดน้ำอัมพวาเขาเรียกว่าเป็น "ตลาดน้ำยามเย็น" ที่เริ่มติดตลาดเอาตอนบ่ายสี่โมงไปยันค่ำ ขับรถสบาย ๆ จากกรุงเทพไปชั่วโมงเศษก็ถึงแล้ว  ที่นี่นอกจากจะมีอาหารสารพัดให้เลือกชิมแล้วยังมีบรรยากาศห้องแถวเรือนไม้สองฟากคลองของเก่าแก่ให้ได้ย้อนอดีตกลับไปชื่นชมกันด้วย
                อาหารการกินแสนถูกเพียงจานละ 10 บาท 15 บาท ที่สำคัญแม่ค้าแม่ขายจะพายเรือมาจอดให้คุณเกาะตลิ่งสั่งขึ้นมาชิมกัน และความที่เป็นตลาดเย็นอย่างนี้ก็เลยมีกิจกรรมล่องเรือไปชมหิ่งห้อยตัวน้อยส่องแส่งวับแว่บกันอีกด้วย เก๋ไก๋ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว แต่ถ้าสนใจจะไปเที่ยวกันอย่าลืมว่า ตลาดมีเฉพาะ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น
                        นอกจากเรืออาหารในคลองแล้ว สองข้างทางทั้งสองฝั่งสะพานยังมีร้านให้เดินเลือกชมกันอีกเพียบ    

  ลูกชุบดีไซน์เก๋ สีสวย  มีรูปหมีพูห์ด้วยซิ  เด็ก ๆ ชอบกันใหญ่

         ที่ตลาดน้ำอัมพวาเป็นตลาดเก่าแก่ เมื่อสัก 50-60 ปีก่อนที่นี่ถือเป็นตลาดนัดทางน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสมุทรสงครามเลย แต่ก็เหมือนกันที่อื่น ๆ ก็คือพอถนนหนทางสะดวกมากขึ้น ตลาดการค้าก็ย้ายไปอยู่ริมถนนกันหมด แต่ชาวอัมพวายังคงอนุรักษ์รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนไว้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์ จนมาได้รับรางวัลชุมชนอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2545 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ไป เพราะงั้นก็น่าจะแวะมาชมบ้านเรือสองฝั่งคลองกันสักหน่อยด้วย


ตลาดอินโดจีน จังหวัดมุกดาหาร

                ตลาดอินโดจีนปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร บริเวณถนนสำราญชายโขง ตลาดยาวประมาณ เกือบ 1 กม. เห็นจะได้  ในวันธรรมดาตอนกลางวัน ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านค้าแถวนี้ดูจะเงียบเหงา

                ตลาดอินโดจีน อยู่ติดริมแม่น้ำโขง ฝั่งลาวคือเมืองสุวรรณเขต ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ เริ่มมีการจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2523โดยมีแม่ค้ามาจำหน่ายบนรถเข็น สินค้าที่นำมาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่มาชมทัศนียภาพสองฝั่งโขง ซึ่งจะเป็นมะขามหวาน และอาหารขบเคี้ยวทั่วไปเนื่องจากทั้งสองฝั่งต่างก็เป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ความคับคั่งของตลาดจึงเริ่มเกิดขึ้น อย่างจริงจัง ในปี 2528โดยเทศบาลเมืองมุกดาหารและคณะกรรมการวัดศรีมงคลใต้จึงได้อนุญาตให้แม่ค้าเข้ามาตั้งร้านจำหน่ายสินค้าบริเวณวัดศรีมงคลใต้ มีการนำหมูยอ แหนมหมู อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมุกดาหารมาจำหน่ายแก่ท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างดี
                  สี่แยกตลาดอินโดจีน เป็นทางแยกที่ตรงกับศาลาเรารักมุกดาหารพอดี หากต้องการเดินทางมายังตลาดอินโดจีนแล้วกลัวว่าจะหลงทางเมื่อเข้าเขตจังหวัดมุกดาหารให้พยายามขับถนนเลียบแม่น้ำโขงครับยังไงๆ ก็ต้องเจอแน่ เมื่อถึงสี่แยกนี้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะจอดไว้ที่ถนนสมุทรศักดารักษ์ หรือว่าจะขับเข้าไปในตลาดหาที่จอดหน้าวัดศรีมงคลใต้ดีแต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่มีที่จอด แต่วันนี้ผมมาเก็บภาพในวันธรรมดาจะดูเงียบเหงาไปหน่อยแต่ถ้าวันเสาร์อาทิตย์จะคึกคักกว่านี้มาก
                เครื่องครัวราคาประหยัด เดินเข้าซอยมาไม่นานก็จะเจอร้านนี้ มีเครื่องครัวนานาชนิดหลากหลายขนาดให้เลือกซื้อเลือกหา ดูจากสภาพแบบนี้เคยซื้อมาใช้เหมือนกันทีแรกคิดว่าอยู่ได้ไม่นานก็ต้องเสียแน่ อย่างมีดทำครัวเอาเข้าจริงอยู่ได้หลายปีทีเดียวครับ


                ศาลาเรารักมุกดาหาร อาศัยเป็นจุดนัดพบกับเพื่อนๆ ที่เดินทางมาด้วยกันก็ได้ครับรับรองหากันเจอแน่ ศาลาเรารักมุกดาหารเป็นศาลาริมแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดอินโดจีนมีขนาดใหญ่มองเห็นได้ง่าย              




วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่คนไทยทานกันทุกวัน(ข้าวไทย)


 ประวัติของข้าวไทย -:-

       ในประเทศไทย เมล็ดข้าวที่เก่าแก่ที่สุดที่พบมีลักษณะคล้ายข้าวปลูกของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,500-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้แก่รอยแกลบข้าวซึ่งเป็นส่วนผสมของดินที่ใช้ปั้นภาชนะดินเผาที่โนนนกทาตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นหลักฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเก่าแก่ที่สุดคือประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช
            หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าสยามประเทศเป็นแหล่งปลูกข้าวมาแต่โบราณ อาทิ เมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงว่ามีการปลูกข้าวในบริเวณนี้เมื่อ 3,500-3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือราว 5,400 ปีมาแล้ว แกลบข้าวที่พบที่ถ้ำปุงฮุง มีทั้งลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ที่เจริญงอกงามอยู่ในที่สูงเป็นข้าวไร่และข้าวเจ้า แต่ไม่พบลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดป้อม หรือข้าวพวก Japonica เลย
           แหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีพบรอยแกลบข้าวผสมอยู่กับดินที่นำมาปั้นภาชนะดินเผากำหนดอายุได้ใกล้เคียงกับแกลบข้าวที่ถ้ำปุงฮุง คือประมาณ 3,500-2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชลักษณะ
เป็นข้าวเอเชีย (Oryza sativa) พวกเมล็ดป้อมพันธุ์ Japonica       
           หลักฐานการค้นพบเมล็ดข้าว เถ้าถ่านในดินและรอยแกลบบนเครื่องปั้นดินเผาที่โคกพนมดีอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ยังพบหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าเมืองไทยที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปี (อาจจะก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นประมาณ 300 ปี) ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น      

                ส่วนหลักฐานภาพเขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุไม่น้อยกว่า 2,000 ปี ที่ผาหมอนน้อย บ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่ง มีลักษณะเหมือนข้าว ภาพควายแปลงพืชคล้ายข้าวอาจตีความได้ว่ามนุษย์สมัยนั้นรู้จักข้าวหรือการเพาะปลูกข้าวแล้วศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี สรุปไว้เมื่อ ปี พ.ศ. 2535 ว่าประเทศไทยทำนาปลูกข้าวมาแล้วประมาณ 5,471 ปี (นับถึง ปี พ.ศ. 2514) ก่อนการปลูกข้าวในประเทศจีนหรืออินเดียราว 1,000 ปี ผลของการขุดค้นที่โนนนกทาสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าข้าวเริ่มปลูกในทวีปเอเชียอาคเนย์ในสมัยหินใหม่ จากนั้นแพร่ขึ้นไปที่ประเทศอินเดียประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลี